รีวิวหนังเรื่อง สังข์ทอง

สังข์ทอง

เนื้อเรื่องย่อ
สังข์ทองเป็นเรื่องที่ได้มาจากสุวรรณสังขชาดก เป็นหนึ่งใน ชาดกพุทธประวัติ เป็นนิทานพื้นบ้านในภาคเหนือและภาคใต้โดยที่สถานที่ที่กล่าวถึงเนื้อเรื่องในสังข์ทอง กล่าวคือเล่ากันว่า เมืองทุ่งยั้งเป็นเมืองท้าวสามล อยู่ในบริเวณใกล้วัดมหาธาตุเนื่องจากมีลานหินเป็นสนามตีคลีของพระสังข์ ส่วนในภาคใต้ เชื่อว่าเมืองตะกั่วป่าเป็นเมืองท้าวสามล มีภูเขาลูกหนึ่งชื่อว่า “เขาขมังม้า” เนื่องจากเมื่อพระสังข์ตีคลีชนะได้ขี่ม้าข้ามภูเขานั้นไป แต่บางข้อมูลสันนิษฐานว่า สังข์ทอง นั้นได้รับอิทธิพลมาจากนิทานพื้นบ้านของชวา ที่มีเนื้อเรื่องคล้ายกัน ซึ่งหอยชนิดที่เป็นหอยสงข์ให้สังข์ทองซ่อนตัวอยู่นั้น คือ หอยสังข์ชนิด Syrinx aruanus ซึ่งเป็นหอยที่พบได้ในทะเลแถบชวา-มลายู นับเป็นหอยฝาเดียวที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกด้วยเช่นกัน ถึงขนาดที่เด็กทารกสามารถลงไปในนอนในนั้นได้ และมีเปลือกสีทอง นอกจากนี้ เหตุการณ์ใน สังข์ทอง ตอนนางรจนาหาคู่ถึงหาเนื้อ ไปคล้ายคลึงกับนิยายเบงคลีเรื่อง ท้าววิกรมาทิตย์เลือกคู่ ณ เมืองยศวิมลนคร อันมีท้าวยศวิมลเป็นเจ้าเมือง พระมเหสีจันทราเทวีได้คลอดลูกออกมาเป็นหอยสังข์ จึงถูกพระนางจันทา มเหสีรอง ใส่ร้ายว่าเป็นกาลกิณีบ้านเมือง จนถูกขับออกจากเมืองไปอยู่กระท่อมตายายที่ชายป่า จนกระทั่งพระสังข์ที่ซ่อนอยู่ในหอย ได้ออกมาพบแม่ สร้างความยินดีกับพระนางจันเทวีมากข่าวล่วงรู้ไปถึงนางจันทา จึงได้ส่งคนมาจับพระสังข์ไปถ่วงน้ำ แต่ท้าวภุชงค์พญานาคราชช่วยเอาไว้ และส่งให้ไปอยู่กับ นางพันธุรัต พระสังข์รู้ว่านางพันธุรัตเป็นยักษ์จึงขโมยรูปเงาะ ไม้เท้า เกือกแก้ว เหาะหนีมาอยู่บนเขา นางพันธุรัตตามมาทันแต่ ไม่สามารถขึ้นไปหาพระสังข์ได้ จึงได้มอบมนต์มหาจินดา เรียกเนื้อเรียกปลาให้แก่พระสังข์ก่อนที่จะอกแตกสิ้นใจตายที่เชิงเขา นั่นเอง พระสังข์เหาะมาจนถึงเมืองสามล ท้าวสามลและนางมณฑากำลังจัดพิธีเลือกคู่ให้ธิดาทั้งเจ็ด แต่รจนาพระธิดาองค์สุดท้าย ไม่ยอมเลือกใครเป็นคู่ ท้าวสามลจึงให้คนไปตามเจ้าเงาะมาให้เลือก รจนาเห็นรูปทองที่ซ่อนอยู่ในรูปเงาะจึงเสี่ยงมาลัยไปให้ สร้างความพิโรธให้ท้าวสามลจึงถึงกับขับไล่รจนาให้ไปอยู่กระท่อมปลายนากับเจ้าเงาะท้าวสามลหาทางแกล้งเจ้าเงาะ โดยการให้ไปหาเนื้อหาปลาแข่งกับเขยทั้งหก เจ้าเงาะให้มนต์ที่นางพันธุรัตให้ไว้เรียกเนื้อ เรียกปลามารวมกันทำให้หกเขยหาปลาไม่ได้ จึงต้องยอมตัดปลายหูและปลายจมูกแลกกับเนื้อและปลาท้าวสามลพิโรธมากจนถึงกับคิดหาทางประหารเจ้าเงาะ ร้อนถึงพระอินทร์ต้องหาทางช่วยโดยการลงมาท้าตีคลีชิงเมือง กับท้าวสามล ท้าวสามลส่งหกเขยไปสู้ก็สู้ไม่ได้ จึงต้องยอมให้เจ้าเงาะไปสู้แทน เจ้าเงาะถอดรูปเป็นพระสังข์และสู้กับพระอินทร์ จนชนะ ท้าวสามลจึงยอมรับพระสังข์กลับเข้าเมืองและจัดพิธีอภิเษกให้ พระอินทร์ไปเข้าฝันท้าวยศวิมล เพื่อบอกเรื่องราวทั้งหมด ท้าวยศวิมลจึงออกตามหาพระนางจันเทวีจนพบ และได้เดินทาง ไปเมืองสามลนครเพื่อพบพระสังข์ โดยพระนางจันทราเทวีได้ปลอมเป็นแม่ครัวในวังและได้แกะสลักเรื่องราวทั้งหมดบนชิ้นฟัก ให้พระสังข์เสวย ทำให้พระสังข์รู้ว่าแม่ครัวคือพระมารดานั่นเอง พระสังข์และรจนาจึงได้เสด็จตามท้าวยศวิมลและพระนาง จันทราเทวีกลับไปครองเมืองยศวิมลสืบไป

รีวิวหนังเรื่อง Lion King

ไลอ้อนคิง

เนื้อเรื่องย่อ

ในแดนทรนงแห่งแอฟริกา สิงโตทรนงเป็นผู้ปกครองอาณาจักรสัตว์จากผาทรนง ซิมบ้า ลูกสิงโตชายเกิดใหม่ของราชามูฟาซาและราชินีซาราบี ได้รับนำเสนอต่อเหล่าสัตว์ที่มาชุมนุม โดย ราฟิกิ ลิงแมนดริลล์ ผู้เป็นเชมันและที่ปรึกษาของอาณาจักร สการ์ น้องชายของมูฟาซา ผู้ต้องการจะแย่งชิงบัลลังก์ โกรธที่มูฟาซามีเจ้าชายเกิดใหม่ เพราะมันหมายความว่า เขาจะไม่ได้เป็นผู้สืบทอดบัลลังก์คนแรกอีกต่อไป เรื่องนี้ทำให้เกิดการโต้เถียงระหว่างเขากับ ซาซู นกเงือกพ่อบ้านของมูฟาซาและตัวมูฟาซาเอง

ไม่กี่ปีต่อมา มูฟาซาพาซิมบ้าไปดูแดนทรนงและอธิบายให้เขาเข้าใจถึงความรับผิดชอบของการเป็นกษัตริย์และ “วงเวียนแห่งชีวิต” ซึ่งเชื่อมโยงกับสิ่งมีชีวิตทั้งหมด ในขณะเดียวกัน สการ์วางแผนที่จะกำจัดมูฟาซาและซิมบ้า เพื่อที่เขาจะได้เป็นราชา สการ์หลอกซิมบ้าให้เข้าไปสำรวจในสุสานช้างต้องห้าม โดยมี นาลา เพื่อนสนิทและคู่หมั้นของเขาติดตามไปด้วย ซิมบ้าและนาลาถูกโจมตีโดย เชนซี, บันไซและเอ็ด ไฮยีนาลายจุด สามตัว ซึ่งอยู่ฝ่ายเดียวกับสการ์ มูฟาซาเข้ามาขัดขวางและเข้ามาช่วยเหลือลูกสิงโตทั้งสองไว้ได้ทัน มูฟาซาโกรธซิมบ้าแต่ก็ให้อภัย มูฟาซาอธิบายว่ากษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ในอดีตเฝ้าดูแลพวกเขาจากท้องฟ้ายามค่ำคืน ซึ่งในวันหนึ่งเขาจะคอยดูแลซิมบ้า

สการ์ได้วางกับดัก เพื่อฆ่ามูฟาซาและซิมบ้าอีกครั้ง โดยหลอกซิมบ้าให้เข้ามาในช่องเขา และให้ไฮยีนาขับไล่ฝูงวิลเดอบีสต์จนแตกตื่นเข้ามาในช่องเขา เพื่อเหยียบย่ำซิมบ้า โดยสการ์เป็นคนบอกข่าวแก่มูฟาซาว่าซิมบ้ากำลังตกอยู่ในอันตราย เพราะรู้ว่าเขาจะต้องรีบไปช่วยลูกชายของเขา มูฟาซาช่วยเหลือซิมบ้าได้สำเร็จ แต่สุดท้ายเขาก็เกาะตรงขอบช่องเขาอย่างอันตราย สการ์ปฏิเสธที่จะช่วยมูฟาซา แต่กลับจับโยนเขาลงไปถึงแก่ความตาย จากนั้น สการ์ก็ปลอบซิมบ้าว่า โศกนาฏกรรมนี้เป็นความผิดของซิมบ้าเองและแนะนำให้เขาออกจากอาณาจักรและไม่กลับมาอีก สการ์สั่งให้ไฮยีนาไล่ตามเพื่อฆ่าซิมบ้า แต่ซิมบ้าหลบหนีไปได้ สการ์แจ้งข่าวกับเหล่าสิงโตว่า มูฟาซาและซิมบ้าถูกฆ่าโดยฝูงสัตว์แตกตื่น สการ์ในฐานะกษัตริย์องค์ใหม่ อนุญาตให้ลูกน้องไฮยีนาสามตัวและไฮยีนาฝูงใหญ่ที่เหลือ เข้ามาอาศัยอยู่ในแดนทรนง

ซิมบ้าหมดสติในทะเลทรายและถูกโจมตีโดยแร้ง แต่ ทีโมนและพุมบ้า เมียร์แคตและหมูป่าหน้าหูด ขับไล่แร้งและพาซิมบ้าเข้ามาในป่า ซิมบ้าเติบโตในป่าร่วมกับเพื่อนใหม่สองตัว ใช้ชีวิตอย่างไร้กังวลภายใต้คติพจน์ “ฮาคูนา มาทาทา” (แปลว่า “ไม่ต้องห่วง” ในภาษาสวาฮีลี) วันหนึ่ง ซิมบ้าที่กลายเป็นวัยหนุ่ม ช่วยทีโมนและพุมบ้าจากสิงโตเพศเมียผู้หิวโหย ซึ่งแท้จริงแล้วเธอคือนาลา เธอและซิมบ้าพบกันอีกครั้งและตกหลุมรักและเธอขอให้เขากลับบ้าน เธอบอกเขาว่าแดนทรนงกลายเป็นพื้นที่รกร้างและแห้งแล้งภายใต้การปกครองของสการ์ ซิมบ้ารู้สึกผิดต่อการเสียชีวิตของพ่อของเขา ทำให้เขาปฏิเสธที่จะกลับไป ต่อมา ซิมบ้าพบกับราฟิกิ โดยบอกว่าวิญญาณของมูฟาซา อาศัยอยู่ในตัวของซิมบ้า วิญญาณมูฟาซาปรากฏตัวบนท้องฟ้ายามค่ำคืน มูฟาซาบอกซิมบ้าว่า เขาต้องกลับไป เพราะเขาคือราชาที่ชอบธรรม เมื่อตระหนักว่าเขาไม่สามารถหนีจากอดีตของเขาได้อีกต่อไป ซิมบ้าจึงตัดสินใจกลับสู่แดนทรนง

ซิมบ้าแอบเข้าในผาทรนงผ่านฝูงไฮยีนาด้วยความช่วยเหลือจากเพื่อนของเขาและเผชิญหน้ากับสการ์ที่เพิ่งตบซาราบี สการ์ประณามซิมบ้าว่าเป็นตัวเขาเองที่ทำให้มูฟาซาเสียชีวิต สการ์จนมุมซิมบ้าไปที่ขอบผาทรนง สการ์เปิดเผยว่าเขาเป็นคนฆ่ามูฟาซาเอง ซิมบ้าจับสการ์ลงกับพื้นอย่างโกรธแค้นและบังคับให้เขาเปิดเผยความจริงกับสิงโตที่เหลือ ทีโมน, พุมบ้า, ราฟิกิ, ซาซูและเหล่าสิงโตเพศเมีย ต่อสู้กับเหล่าไฮยีนา ขณะที่สการ์พยายามจะหลบหนี เขาถูกจนมุมที่ด้านบนสุดของผาทรนงโดยซิมบ้า สการ์ขอความเมตตาและพยายามกล่าวหาว่าไฮยีนาเป็นคนทำ ซิมบ้าไว้ชีวิตเขา แต่สั่งเขาให้ออกจากแดนทรนงไปตลอดกาล สการฏิเสธและโจมตีซิมบ้า แต่ซิมบ้าสามารถโยนเขาจากด้านบนของผา หลังจากการต่อสู้สั้น ๆ สการ์รอดจากการตกลงมาแต่ถูกฆ่าโดยไฮยีนา ที่ได้ยินความพยายามที่จะทรยศต่อพวกเขา หลังจากนั้น ในขณะที่ฝนกำลังตก ซิมบ้าก็เข้ารับตำแหน่งราชา เขาให้นาลาเป็นราชินีของเขา

ต่อมาหลังแดนทรนงกลับคืนสู่สภาวะปกติ ที่ผาทรนง ราฟิกินำเสนอลูกสิงโตเกิดใหม่ของซิมบ้าและนาลา ต่อเหล่าสัตว์ที่มาชุมนุม สานต่อวงเวียนแห่งชีวิต

 

รีวิวหนังเรื่อง เปาบุ้นจิ้น

เปาบุ้นจิ้น

เนื้อเรื่องย่อ

ในยุคราชวงศ์ซ่ง เปาบุ้นจิ้น ขุนนางที่มีความซื่อสัตย์สุจริต ถึงแม้สอบเป็นขุนนางได้แล้ว แต่ด้วยความที่พ่อแม่อายุมากแล้ว จึงยังไม่ได้เข้ารับราชการ จนกระทั่งพ่อแม่ของเปาบุ้นจิ้นเสียชีวิตจึงได้เข้ารับราชการ เมื่อเข้ารับราชการก็ยกเลิกกฎเกณฑ์เก่าๆ ในที่ว่าการ โดยนำกลองมาวางไว้หน้าที่ว่าการเพื่อให้ประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนมาร้องทุกข์

คดีที่ 1 อ่างผีสิง

จางเหล่าฮั่น ถูกวิญญาณที่สิงอยู่ในอ่างดำบีบบังคับให้มาตีกลองร้องทุกข์เพื่อขอความเป็นธรรม เปาบุ้นจิ้น สอบถามวิญญาณที่สิงอยู่ในอ่างดำว่าถูกให้ร้ายด้วยเรื่องใด อ่างดำกลับไม่ตอบ ที่แท้วิญญาณในอ่างดำเนื้อตัวล่อนจ้อนไม่มีเสื้อผ้าสวมใส่ จางเหล่าฮั่นจึงซื้อเสื้อผ้ากระดาษเผาไปให้ เปาบุ้นจิ้นสั่งให้ทุกคนออกไปให้หมดเพื่อที่จะพูดคุยกันตามลำพัง ที่แท้วิญญาณที่สิงอยู่ในอ่างดำเป็นชาวหางโจว ชื่อว่าหลิวซื่อชาง ด้วยความที่ภรรยาหมอจ้าวละโมบเห็นแก่เงินทอง จึงวางแผนฆ่าตน ทั้งยังนำกระดูกของตนผสมดินปั้นเป็นอ่างดำขึ้นมา เพื่อทำลายศพ เปาบุ้นจิ้นออกอุบายเพื่อให้ภรรยาหมอจ้าวจำนนด้วยหลักฐาน คืนความเป็นธรรมให้หลิวซื่อชาง ความเที่ยงธรรมของเปาบุ้นจิ้นจึงเป็นที่ติดตรึงใจชาวเมืองติ้งหย่วน ในวันที่เปาบุ้นจิ้นเดินทางไปรับตำแหน่งใหม่ ชาวบ้านต่างตะโกนร้องแซ่ซ้องในความดีของเปาบุ้นจิ้น ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตเที่ยงธรรมของเป้าบุ้นจิ้น ทำให้กงซุนเช่อเกิดความเลื่อมใสยินดีติดตามให้ความช่วยเหลือ นอกจากนี้ยังมีหวังเฉา,หม่าฮั่นและ จางหลง,เจ้าหู่คอยติดสอยห้อยตามอีกด้วย จนกระทั่งมาดำรงตำแหน่งที่ศาลไคฟง

คดีที่ 2 ประหารผังอี้

หลังจากที่เหยินจงฮ่องเต้ขึ้นครองราชย์แล้ว เปาบุ้นจิ้นก็ได้รับการเลื่อนขั้นเลื่อนตำแหน่งเป็นนายอำเภอไคฟง  ในเวลานั้นเฉินโจวประสบภัยพิบัติ ประชาชนหิวโหยทุกข์ยากลำเค็ญ อันเล่อโหว ผังอี้ได้รับพระบัญชาให้นำเสบียงอาหารและเงินทองไปช่วยเหลือผู้ประสบภัย แต่ผังอี้กลับฉ้อราษฎร์บังหลวง ทำให้ประชาชนเดือดร้อนมากขึ้น ข่าวนี้แพร่สะพัดไปถึงเมืองหลวง บรรดาขุนนางในราชสำนักต่างพากันถวายฎีกาเพื่อให้สืบเรื่องเงินช่วยเหลือผู้ประสบภัย เหยินจงฮ่องเต้ทรงแต่งตั้งเปาบุ้นจิ้นเป็นผู้แทนพระองค์ไปสืบหาความจริง ทั้งยังทรงประทานเครื่องประหาร อันได้แก่ เครื่องประหารหัวมังกร เครื่องประหารหัวพยัคฆ์และเครื่องประหารหัวสุนัข ให้เปาบุ้นจิ้นด้วย  ผังอี้ลำพองที่พ่อของตนเป็นถึงราชครูและน้องสาวเป็นถึงพระสนม ดังนั้นจึงไม่เห็นเปาบุ้นจิ้นอยู่ในสายตา เปาบุ้นจิ้นได้รับความช่วยเหลือจากกงซุนเช่อที่มีสติปัญญาดี และจั่นเจาจอมยุทธใต้ที่เก่งกล้าสืบหาหลักฐานการกระทำความผิดของผังอี้ จนผังอี้ถูกประหารด้วยเครื่องประหารหัวมังกร

 

รีวิวหนังเรื่อง มิสเตอร์บีน

มิสเตอร์บีน

เนื้อเรื่องย่อ

บ่ายวันหนึ่งที่ฝนโปรยปรายในอังกฤษ มิสเตอร์บีน (โรแวน แอ็ตคินสัน) ดีใจอย่างมากที่ชนะรางวัลที่ 1 ในการจับสลากรางวัลในโบสถ์แถวบ้าน รางวัลดังกล่าว ก็คือการไปพักผ่อนนานหนึ่งอาทิตย์ ในทางตอนใต้ของฝรั่งเศส พร้อมกับกล้องวิดีโอตัวใหม่อีกหนึ่งตัวและเงิน 200 ยูโร เขาจะได้ไปพักผ่อนที่เมืองคานส์ ในช่วงที่มีการจัดงานเทศกาลภาพยนตร์ที่มีชื่อเสียงที่สุด

เขาขึ้นรถไฟยูโรสตาร์มุ่งหน้าไปยังปารีส และถ่ายภาพทุกอย่างด้วยกล้องวิดีโอตัวใหม่ของเขา ที่ สถานีรถไฟลียง(Gare de Lyon)ในปารีส เขาขอให้ผู้โดยสารอีกคนถ่ายภาพให้ ขณะที่เขาขึ้นรถไฟเพื่อมุ่งหน้าไปยังเมืองคานส์ ชายคนนี้ก็คือผู้กำกับภาพยนตร์ชาวรัสเซีย เอมิล ดูเชสฟสกี้ (คาเรล โรเด้น) ผู้เดินทางไปยังเมืองคานส์ เพื่อเป็นคณะกรรมการตัดสินที่งานเทศกาลภาพยนตร์ เอมิลยอมถ่ายให้ แต่ในความยุ่งเหยิงระหว่างการถ่ายทำ เอมิลถูกทิ้งให้ยืนอยู่ที่สถานีรถไฟ ขณะที่รถไฟเคลื่อนขบวนออกจากชานชาลา

มิสเตอร์บีนอยู่ระหว่างมุ่งหน้าสู่ตอนใต้ เมื่อเขารู้ว่า สเตฟาน (แม็กซ์ บัลดรี้) ลูกชายวัย 10 ขวบของเอมิล อยู่บนรถไฟขบวนนี้ด้วยโดยไม่มีพ่อของเขามาตามดูแล และทั้งคู่พูดกันคนละภาษา

มิสเตอร์บีนและสเตฟานลงรถไฟที่สถานีถัดไปเพื่อรอเอมิล แต่รถไฟขบวนถัดมาเป็นรถด่วน และเอมิลเดินทางมุ่งตรงไปยังเมืองคานส์ เมื่อมิสเตอร์บีนและสเตฟานขึ้นรถไฟขบวนต่อมา มิสเตอร์บีนลืมทั้งเงิน ทั้งตั๋ว และทั้งพาสปอร์ตเอาไว้ที่ชานชาลา พวกเขาจึงถูกไล่ลงจากรถไฟเพราะไม่มีตั๋ว ถูกทิ้งให้อยู่ในสภาพไม่มีเงินสักบาทอยู่ในฝรั่งเศส เอมิล พ่อของสเตฟานแจ้งความกับตำรวจเรื่องมิสเตอร์บีน และนั่นคือจุดเริ่มต้นของการตามล่าไปทั่วประเทศ เพื่อค้นหาลูกชายของเขา

สเตฟานและมิสเตอร์บีนเกิดมิตรภาพที่ไม่น่าจะเกิดขึ้นได้ สเตฟานเป็นเด็กฉลาดและเจ้าความคิด พวกเขาทำงานด้วยกันได้ดี ในไม่ช้า พวกเขาก็สามารถหาเงินได้มากพอทีจะขึ้นรถบัส เพื่อมุ่งหน้าไปยังเมืองคานส์ ยกเว้นแต่ตั๋วของมิสเตอร์บีน ดันไปติดอยู่ที่เท้าของไก่ ทำให้เขาพลาดรถบัสนั่น

เมื่อไม่มีสเตฟาน คู่หู และต้องหลงอยู่ในดินแดนชนบทอันกว้างไกลของฝรั่งเศส มิสเตอร์บีนเดินทางรอนแรมลงใต้ ในเวลากลางคืนเขาเดินเข้าไปเมือง และหาที่หลับนอนอยู่ใต้รถขนกองฟาง เช้าวันรุ่งขึ้น เขาตื่นขึ้นมา และพบว่าตัวเองอยู่ในเมือง ที่ดูเหมือนเป็นหมู่บ้านที่สมบูรณ์แบบของฝรั่งเศส แต่อันที่จริงแล้ว มันคือฉากของโฆษณาโยเกิร์ต ผู้กำกับโฆษณาชิ้นนี้ ก็คือผู้กำกับชาวอเมริกันที่เป็นพวกหลงตัวเองชื่อ คาร์สัน เคลย์ (วิลเลม เดโฟ) ที่แวะหาเงินก่อนจะเดินทางลงใต้ เพื่อเข้าร่วมงานรอบปฐมทัศน์ของภาพยนตร์อาร์ตเฮ้าส์ของเขา ที่ว่าด้วยเรื่องของตำรวจ เรื่อง Playback Time

มิสเตอร์บีนร่วมเดินทางลงใต้ไปพร้อมกับนักแสดงสาว ซาบีน (เอ็มม่า เดอ คอนส์) ผู้รับบทเป็นพนักงานเสิร์ฟสาวในโฆษณาโยเกิร์ต และเธอตั้งใจจะไปเมืองคานส์ เพื่อร่วมงานฉายรอบปฐมทัศน์ของภาพยตร์เรื่อง Playback Time ซึ่งเธอมีบทบาทเล็กๆ อยู่ เมื่อบีนได้มาเจอกับสเตฟานอีกครั้ง ที่สถานีบริการของมอเตอร์เวย์ ทั้งสามคนจึงขับรถมุ่งหน้าลงใต้ในคืนนั้น

เมื่อมาถึงเมืองคานส์ พวกเขาได้เห็นภาพข่าวทางทีวี มิสเตอร์บีนโดนประกาศจับ และคนทั้งประเทศฝรั่งเศสกำลังตามหาตัวเขากับสเตฟาน มีการปิดกั้นถนนเบื้องหน้า พวกเขาต้องผ่านเจ้าหน้าที่ไปให้ได้ เพื่อไปร่วมงานรอบปฐมทัศน์ของภาพยนตร์เรื่อง Playback Time และกลับไปหาพ่อของสเตฟาน โดยบีนจะต้องไม่โดนจับ มิสเตอร์บีนและสเตฟาน ที่ปลอมตัวเป็นแม่และลูกสาวของเซไบน์ สามารถผ่านด่านของเจ้าหน้าที่ไปได้ แต่เพราะมีตั๋วเพียงใบเดียว จึงมีแต่เซไบน์ ที่สามารถผ่านเข้าไปร่วมงานฉายภาพยนตร์รอบปฐมทัศน์ได้

บีนและสเตฟานแอบเข้าไปร่วมงานจากด้านหลังเวที Playback Time ทำให้คนดูเบื่อจนน้ำตาร่วง บีนที่ทิ้งสเตฟานเอาไว้ด้านหลัง พยายามดึงดูดความสนใจของเอมิล โดยไม่ทำให้พวก รปภ.รู้ตัว เมื่อการแสดงเพียงฉากเดียวของเซไบน์โดนตัดทิ้งออกจากตัวภาพยนตร์ บีนตัดสินใจที่จะช่วยเธอ หลังจากเข้าไปหลบ รปภ.อยู่ในห้องฉายภาพยนตร์ เขาเลยนำภาพที่ถ่ายจากวิดีโอของเขาฉายขึ้นจอใหญ่ โดยใส่ภาพของเซไบน์เข้าไปในภาพยนตร์เรื่องนี้ด้วย ตอนท้ายมิสเตอร์บีนเจอชายหาดใกล้ๆโรงหนัง ด้วยความดีใจจึงไปเดินเล่น ชมวิวแถวนั้น และนั่นก็เป็นการจบการเดินทางของเขา

รีวิวหนังเรื่อง คืนมหัศจรรย์ พิพิธภัณฑ์มันส์ทะลุโลก

คืนมหัศจรรย์ พิพิธภัณฑ์มันส์ทะลุโลก

คืนมหัศจรรย์เกิดขึ้นตอนลาร์รี่ (เบน สติลเลอร์) เข้าเวร เมื่อชนเผ่ามายัน นักรบโรมัน และคาวบอยกระโจนออกจากฉากจำลองเข้าทำสงครามรบพุ่งกัน กลุ่มมนุษย์ยุคหินที่ตามหาไฟสุดขอบฟ้าก็ดันเผาฉากจำลองของตัวเองเสียราบ กลุ่มฮั่นแอ็ททิลาก็ปล้นสะดมห้องจัดแสดงที่อยู่ติดกัน ส่วนทีเร็กซ์ก็แสดงแสนยานุภาพให้สมชื่อจอมล่าโหดสุด ๆ ในประวัติศาสตร์ ท่ามกลางเหตุโกลาหลอลม่าน ลาร์รี่มีที่พึ่งหนึ่งเดียวซึ่งพอจะขอคำแนะนำได้บ้าง นั่นคือ หุ่นขี้ผึ้งรูปท่านประธานาธิบดีธีโอดอร์ รูสเวลท์(โรบิน วิลเลี่ยมส์) ที่ช่วยฮีโร่จำเป็นของเราให้คุมสถานการณ์สุดขีดคลั่งอยู่หมัด ยับยั้งแผนการชั่วร้ายทันเวลา และปกป้องพิพิธภัณฑ์ให้คงสภาพไว้ได้ดังเดิม

หนัง Night At The Museam คืนมหัศจรรย์…พิพิธภัณฑ์มันส์ทะลุโลก ได้ถ่ายทอดเรื่องราวของ “ลาร์รี่” ยามที่มีหน้าที่ดูแลพิพิธภัณฑ์ที่ได้มีโอกาสเข้าเวรตอนกลางคืนเป็นครั้งแรก โดยที่เขาไม่รู้เลยว่าเมื่อตะวันตกดิน ตัวเองจะต้องผจญกับสิ่งของจำลองในพิพิธภัณฑ์หลายอย่างที่ได้มีชีวิตขึ้นมา

ไม่ว่าจะชนเผ่ามายัน นักรบโรมัน และคาวบอยต่างก็กระโจนออกมาสู้รบกัน แถมด้วยเจ้าโครงกระดูกไดโนเสาร์ทีเร็กซ์ที่ตามไล่ล่าเขาไปทั่วพิพิธภัณฑ์ ท่ามกลางเหตุอลหม่าเจรจากับใครได้ มีเพียงแค่หุ่นขี้ผึ้งท่านประธานาธิบดีธีโอดอร์ รูสเวลท์ที่คอยช่วยเขาคุมสถานการณ์ ทำให้เขาได้รู้ถึงต้นเหตุที่ทำให้สิ่งของจำลองเหล่านี้มีชีวิตและต้องร่วมมือกันปกป้องพิพิธภัณฑ์ให้คงสภาพเดิมไว้

ความน่าสนใจของหนัง Night At The Museam คืนมหัศจรรย์ พิพิธภัณฑ์มันส์ทะลุโลก

หนัง Night At The Museam คืนมหัศจรรย์พิพิธภัณฑ์มันส์ทะลุโลก เป็นหนึ่งในหนังเก่าปีพ.ศ.2549 ที่มีความแหวกแนวจากหนังเรื่องอื่นซึ่งได้ถ่ายทอดความแฟนตาซีออกมาสู่โลกแห่งความจริงภายในพิพิธภัณฑ์ใหญ่ของเมืองโดยที่มีเพียงพระเอกซึ่งเป็นยามเท่านั้นที่รู้เรื่องนี้ การดำเนินเรื่องค่อนข้างเป็นไปแบบกระชับและลุ้นตั้งแต่ฉากแรกที่พระเอกต้องเข้ามาเป็นบุคคลกลางในสงครามของชนเผ่านักรบมากมายจนสิ่งของหลายอย่างพังไม่เป็นท่า แถมยังไม่ยอมฟังเขาอีก แต่พอได้มาทำความรู้จักกันก็ได้กลายมาเป็นสายใยมิตรภาพที่แน่นแฟ้นแบบลับ ๆ หลังตะวันตกดินท่ามกลางแผนร้ายของใครบางคนที่ต้องการใช้ประโยชน์จากการมีชีวิตของหุ่นจำลองเหล่านี้รวมไปถึงสมบัติโบราณที่เป็นสื่อกลางทำให้พวกเขามีชีวิตขึ้นมาได้ด้วย จึงเป็นหนังที่ดูแล้วนั่งแทบไม่ติดเก้าอี้สักวินาที แถมยังได้เรียนรู้วัฒนธรรมกับประวัติศาสตร์ที่อ้างอิงผ่านบุคคลสำคัญมากมายซึ่งออกมาใช้ชีวิตแบบในอดีต โดยเฉพาะ “ประธานาธิบดีธีโอดอร์ รูสเวลท์” ซึ่งเป็นประธานาธิบดีคนที่ 26 ของสหรัฐอเมริกาผู้มีตัวตนอยู่จริงและกล้าหาญ เฉลียวฉลาดด้วย เหมือนตัวหนังตั้งใจสร้างหุ่นขี้ผึ้งนี้ขึ้นมาเพื่อยกย่องและรำลึกถึงท่าน ขนาดเราเองยังรักตัวละครนี้เลย

ข้อคิดดี ๆ จากหนัง Night At The Museam คืนมหัศจรรย์ พิพิธภัณฑ์มันส์ทะลุโลก

หนัง Night At The Museam คืนมหัศจรรย์…พิพิธภัณฑ์มันส์ทะลุโลก ได้ทำให้เรารู้ว่า สิ่งของทุกชิ้นที่ผ่านกาลเวลามานานย่อมมีชีวิตและจิตวิญญาณอยู่ภายในแม้ว่าจะไม่สามารถเคลื่อนไหวให้คุณเห็นได้แบบในหนังก็ตาม เพราะจิตวิญญาณของสิ่งของเหล่านั้นก็คือ “ความทรงจำเจ้าของที่ผ่านการใช้งานและเห็นคุณค่าในตัวสิ่งของ”ไงล่ะ

 

รีวิวหนังเรื่อง ต้มยำกุ้ง

ต้มยำกุ้ง

เนื้อเรื่องย่อ

การเดินทางข้ามโลกของ “ขาม” (จา พนม ยีรัมย์) เด็กหนุ่มบ้านป่าที่ชีวิตต้องพลิกผันโดยเงื้อมมือของผู้มีอิทธิพลระดับประเทศที่ลักพาช้างพลายสองพ่อลูก ซึ่งเด็กหนุ่มและ “พ่อของขาม” (โสรธร รุ่งเรือง) เขารักดั่งชีวิต และมีความมุ่งหมายอันสูงสุดที่จะมอบเป็นคชบาทแด่ในหลวง ไปขาย ณ ประเทศออสเตรเลีย ทางเดียวที่จะช่วยเหลือและรักษาชีวิตของช้างอันเป็นที่รักของเขาได้ นั่นก็คือ การบุกตะลุยถึงถิ่นเสือ โดยการเดินทางข้ามโลก

เรื่องไม่ง่ายอย่างใจคิด แม้เขาจะได้รับความช่วยเหลือจาก “จ่ามาร์ค” (หม่ำ จ๊กมก) นายตำรวจไทยและ “ปลา” (บงกช คงมาลัย) สาวไทยที่ถูกหลอกมาขายตัวในซิดนีย์ก็ตาม แต่ที่นั่น เขากลับต้องไปพัวพันกับการไล่ล่าของแก๊งค์มาเฟียที่นำโดย “มาดามโรส” (จิน ซิง) ที่มีลูกสมุนต่างชาติที่เต็มไปด้วยฝีมือทางการต่อสู้อย่าง “จอห์นนี่” (จอห์นนี่ เหงียน) และ “ทีเค” (นาธาน โจนส์) พร้อมลูกสมุนย่อยที่มีฝีไม้ลายมือทางการต่อสู้เหลือรับอย่าง “คาโปเอร่า” (ลาธีฟ คราวเดอร์) และ “วูซู” (จอน ฟู) อย่างไม่ได้ตั้งใจ

ณ วินาทีนี้ การต่อสู้ข้ามชาติเพื่อเอาชีวิตรอดของเด็กหนุ่มและเพื่อนพ้อง ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว เพื่อตามหาและช่วยเหลือ พ่อใหญ่ และ ขอน ช้างพ่อลูก ที่เปรียบได้กับญาติพี่น้องของเขา นำไปสู่บททดสอบและการต่อสู้ครั้งสำคัญที่สุดในชีวิตของเขาให้โลกได้ล่วงรู้ถึง อานุภาพของ “ไม้มวยไทยโบราณ” ที่หนักหน่วง รุนแรง และยังไม่เคยได้รับการเปิดเผยมาก่อน โดยเฉพาะ “ตำนานมวยคชสาร”

 

รีวิวหนังเรื่อง จัน ดารา

จัน ดารา

จัน ดารา ปฐมบท

ในต้นพุทธทศวรรษที่ 2453 ดารา พิจิตรวานิช หญิงสาววัยสิบแปดปี เดินทางจากพระนครไปเมืองพิจิตร แต่ถูกจอม คนรักของวาด กับพวกอีกจำนวนหนึ่ง ร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราจนตั้งครรภ์ คุณท้าวพิจิตรรักษา ญาติผู้ใหญ่ฝ่ายมารดาที่เหลืออยู่เพียงท่านเดียวของดาราจึงว่าจ้างให้หลวงวิสนันทเดชาสมรสกับดาราเพื่อรักษาเกียรติยศของวงศ์ตระกูล โดยยอมยกบ้าน ที่ดิน และกิจการค้าขายในเครือของตระกูลพิจิตรวาณิชให้ทั้งหมดเพื่อแลกเปลี่ยน

ต่อมาดาราเสียชีวิตทันทีที่คลอดบุตร หลวงวิสนันทเดชาจึงโทษว่าทารกนั้นเป็นต้นเหตุให้ภริยาถึงแก่ความตาย และตั้งชื่อให้ว่า จัน-จัญไร วิสนันท์ เวลานั้น วาด ญาติผู้น้องของดาราเดินทางจากพิจิตรมาร่วมพิธีศพดารา และพบว่าจันเป็นที่รังเกียจของบ้านวิสนันท์ ประกอบกับรู้สึกผิดที่คนรักของตน เป็นต้นเหตุให้เกิดเคราะห์กรรมครั้งนี้ วาดจึงยอมเป็นภริยาของหลวงวิสนันทเดชา เพื่อจะได้เลี้ยงดูจันอย่างใกล้ชิดจนตลอดรอดฝั่ง วาดกับหลวงวิสนันทเดชานั้นมักสมสู่กันแม้อยู่ต่อหน้าจัน จันจึงชิงชังหลวงวิสนันทเดชาที่ได้เป็นเจ้าของวาด เพราะเขาก็ใจปฏิพัทธ์วาดผู้เป็นน้าอยู่เช่นกัน ฝ่ายหลวงวิสนันทเดชากับวาดนั้นมีบุตรด้วยกันหนึ่งคน คือ วิไลเรข วิสนันท์ หรือคุณแก้ว ซึ่งหลวงวิสนันทเดชารักประดุจแก้วตาดวงใจ

แต่หลวงวิสนันทเดชานั้นเป็นเสือผู้หญิง ในระหว่างที่วาดตั้งครรภ์คุณแก้วอยู่ หลวงวิสนันทเดชาจึงเริ่มสนองกามคุณของตน โดยร่วมประเวณีกับสตรีมาก หน้าหลายตาเป็นนิตย์ แม้ว่าอยู่ต่อหน้ารูปดารา ภริยาผู้ล่วงลับ ก็ตาม ทว่า เมื่อเห็นรูปภริยาคราใดก็ให้นึกโกรธจันขึ้นมาเรื่อยไป หลวงวิสนันทเดชาจึง มักกระทำทารุณต่อจันและไม่เอาใจใส่เลี้ยงดูจัน ทั้งยังอบรมสั่งสอนให้แก้วจงเกลียดจงชังจันด้วย เป็นเหตุให้จันเกิดความสงสัยว่า ชะรอยหลวงวิสนันท เดชาจะมิใช่บิดาที่แท้จริงของตน

ต่อมา คุณบุญเลื่อง หรือคุณบี๋ หญิงสาวผู้มักมากในกามารมณ์ และเป็นภริยาเก่าของหลวงวิสนันทเดชาโดยที่ได้มีบุตรด้วยกันคือ ขจร ซึ่งติดท้องคุณบี๋ ไปก่อนที่คุณบี๋จะไปแต่งงานกับเจ้าสัวคนหนึ่ง แต่คุณบี๋ก็ยังไม่ได้บอกกับคุณหลวงวิสนันทเดชาว่าขจรเป็นบุตรชายแท้ๆของท่าน ได้ย้ายกลับเข้ามา อาศัยในบ้านวิสนันท์พร้อมขจร และหญิงผู้นี้เองที่สอนให้จันได้รู้เพศรสเป็นครั้งแรก ในเวลานั้น จันยังได้พบไฮซินธ์ หญิงสาววัยสิบหกปี บ่อยครั้ง ณ โรงเรียนสอนภาษาอังกฤษภาคค่ำในพระนคร และจันหลงรักเธอจนหมดหัวใจ ไฮซินธ์จึงเป็นผู้สอนให้จันได้รู้สึกถึงความรักอันบริสุทธิ์เป็นครั้งแรก

วันหนึ่ง แก้วซึ่งแอบชอบเคน กระทิงทอง บุตรของนางผึ้งคนรับใช้ในบ้าน กำลังจะร่วมประเวณีกัน จันมาพบเข้าและสำคัญว่าเคนล่วงละเมิดแก้วอยู่ จึงเข้าไปช่วยเหลือ ประจวบกับที่บรรดาผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านได้ยินเสียงร้องและติดตามมาพบเข้า แก้วซึ่งรังเกียจจันอยู่แล้วจึงฟ้องว่า จันล่อลวงตนมา กระทำทางเพศ เคนจึงเข้ามาช่วยเหลือ หลวงวิสนันทเดชาฟังแล้วก็โกรธเป็นอันมาก และขับไล่จันออกจากบ้านวิสนันท์ จันจึงไปอาศัยอยู่ที่บ้านคุณท้าวพิจิตรรักษา ญาติข้างมารดา ณ เมืองพิจิตร และได้ทราบความจริงเกี่ยวกับกำเนิดของตนว่า ดารา มารดานั้น ถูกรุมโทรม โดยที่จอม ผู้ชำเราคนแรก ถูกพวกพ้องสังหารตายทันทีหลังจากได้ชำเราดารา ส่วนพวกพ้องที่เหลือหลังจากได้ข่มขืนกระทำชำเราดาราแล้ว ก็ถูกเจ้าพนักงานตำรวจติดตามมาวิสามัญฆาตกรรมจนสิ้นเช่นกัน จึงไม่อาจทราบได้แน่ชัดว่า แท้จริงแล้วบิดาของจันเป็นผู้ใด จันจึงให้รู้สึกว่า ชีวิตตนช่างมืดมนนัก และครุ่นคำนึงถึงแต่ไฮซินธ์

จัน ดารา ปัจฉิมบท

ไม่กี่ปีให้หลัง แก้วร่วมประเวณีกับขจร (พี่น้องร่วมบิดา) และตั้งครรภ์ เพื่อธำรงเกียรติยศของวงศ์ตระกูล หลวงวิสนันท์เดชาจึงสั่งให้วาดไปเรียกจันกลับพระนคร แล้วเสนอให้จันรับเป็นบิดาของบุตรในครรภ์แก้วแทนขจร จันตกลงโดยมีเงื่อนไขว่า หลวงวิสนันทเดชาต้องโอนบ้าน ที่ดิน และธุรกิจทั้งหมดในเครือพิจิตรวานิชให้แก่ตน โดยให้คุณหลวงอยู่ในบ้านในฐานะผู้อาศัยและจำกัดบริเวณ เพื่อชำระความแค้นของตนและเรียกคืนศักดิ์ศรีให้แก่ตระกูลพิจิตรวานิช หลวงวิสนันทเดชาจำต้องยอมรับคำ เมื่อสมประสงค์แล้ว จันก็รุดไปหาไฮซินธ์ แต่พบว่าไฮซินธ์ได้จากโลกนี้ไปแล้วเพราะไข้รากสาดน้อย

แก้วคลอดบุตรชายที่เกิดจากขจร แต่รังเกียจจนไม่ยอมให้นม ขณะที่จันซึ่งรักใครเอ็นดูลูกของแก้วราวกับลูกตน เพราะเห็นใจว่าทารกน้อยเกิดมาแล้วถูกทอดทิ้งไม่มีพ่อแม่เหมือนตน พร้อมกับได้ตั้งชื่อให้ทารกน้อยนั้นว่า ปรีย์ ดารา เพื่อล้อกับชื่อของจัน แต่เพียงไม่กี่ปีต่อมา ทุกคนในบ้านก็ได้ทราบว่าปรีย์มีภาวะปัญญาอ่อน เหตุจากการร่วมประเวณีระหว่างพี่น้อง

จันมีสัมพันธ์ทางเพศกับคุณบุญเลื่องอยู่เป็นประจำ จนวันหนึ่งคุณหลวงมาเห็นเข้า ความตกใจเสียใจ แค้นใจ ทำให้คุณหลวงหมดสติและกลายเป็นอัมพาธ คุณบุญเลื่องเสียใจกับเรื่องนี้มากและไม่ยอมมีสัมพันธ์ทางเพศกับจัน ซึ่งทำใหจันโกรธและเข้าใจว่าคุณบุญเลื่องยอมนอนกันตนเพียงเพราะเกรงว่าตนจะทำร้ายคุณหลวง

ด้วยความเสียใจผิดหวังทำให้จันดื่มเหล้าจนเมามายแล้วไปข่มขืนแก้วและทำร้ายคุณหลวงเพื่อหวังจะล้างแค้น แก้วเสียใจมากและไปมีความสัมพันธ์ทางเพศกับคุณบุญเลื่อง โดยข่มขู่ว่าหากบุญเลื่องไม่ยอมจะฆ่าตัวตาย ขณะที่วาดเมื่อเห็นว่าเรื่องราวทั้งหลายในบ้านชวนหดหู่ลงเรื่อยๆ ได้ตัดสินใจลากลับพิจิตรและไปบวชชีโดยไม่สึกอีก หลังจากคุณหลวงสิ้นใจ คุณบุญเลื่องได้ย้ายออกจากบ้าน แม้จันและแก้วจะทัดทาน แก้วฆ่าตัวตายเพื่อล้างแค้นจัน เพราะทราบว่าจันหวังจะให้เด็กในท้องของตนเป็นผู้สืบสกุล

 

 

 

รีวิวหนังเรื่อง นักเตะเสี้ยวลิ้มยี่

นักเตะเสี้ยวลิ้มยี่

เนื้อเรื่องย่อ

The Shaolin Temple เป็นภาพยนตร์ที่ออกฉายในปี ค.ศ. 1982 แม้จะเป็นภาพยนตร์ของฮ่องกง แต่ทีมงานผู้สร้างเป็นชาวจีนแผ่นดินใหญ่แทบทั้งหมด ที่สำคัญเป็นการแสดงภาพยนตร์เป็นครั้งแรกของ หลี่ เหลียนเจี๋ย ด้วย ซึ่งในขณะนั้นมีอายุเพียง 20 ปี ด้วยการเป็นแชมป์วูซูระดับชาติมาก่อน ก่อนที่จะกลายมาเป็นนักแสดงในระดับซูเปอร์สตาร์ในภาพยนตร์แนวนี้ในเวลาต่อมา

ภาพยนตร์เป็นเรื่องราวของการเริ่มต้นก่อตั้งราชวงศ์ถัง ของหลี่ ซื่อหมิน โดยมีพระจากวัดเส้าหลินเข้าช่วยด้วย โดยมีฉากหลังเป็นสงคราม และสภาพของประชาชนที่โดนกดขี่

เมื่อออกฉายแล้ว ภาพยนตร์ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก โดยถือเป็นการปลุกกระแสวงการภาพยนตร์กังฟูหรือกำลังภายในให้กลับฟื้นขึ้นมาอีก และที่สำคัญในเรื่องนี้ยังถือเป็นต้นแบบให้กับ Shaolin ในปี ค.ศ. 2011 ในอีก 3 ทศวรรษต่อมาอีกด้วย

โดยใช้เวลาถ่ายทำนานถึง 2 ปีเต็ม ด้วยทุนสร้างที่สูงซึ่งต่างจากภาพยนตร์แนวเดียวกันเรื่องอื่น ๆ ในยุคทศวรรษก่อนหน้านั้น ซึ่งมักเป็นภาพยนตร์ทุนสร้างต่ำ โดยการถ่ายทำเต็มไปด้วยความยากลำบาก ในสภาพภูมิประเทศและภูมิอากาศ ที่เมื่อกองถ่ายอยู่ใกล้กับแม่น้ำฮวงโห โดย หลี่ เหลียนเจี๋ย นักแสดงนำจะต้องตื่นนอนตั้งแต่เวลา 05.00 หรือ 06.00 น. ของทุกเช้า แต่การทำงานก็ไม่ได้ตึงเครียดอะไรมากนัก เมื่อจบการถ่ายทำในแต่ละวันเหล่านักแสดงที่ส่วนใหญ่ยังอยู่ในวัยรุ่นจำนวน 30-40 คน ก็จะมาร่วมเล่นกีฬาอย่าง ฟุตบอลหรือบาสเกตบอลกันเพื่อเป็นการผ่อนคลาย ซึ่งต่อมาในอีกหลายปีให้หลัง หลี่ เหลียนเจี๋ยได้เปิดเผยว่า The Shaolin Temple คือภาพยนตร์ที่งดงามที่อยู่ในความทรงจำของตนเสมอมา

 

รีวิวหนังเรื่อง ก้านกล้วย

ก้านกล้วย

เรื่องย่อ

วีรบุรุษผู้มี 4 ขา 2 งา และ 1 งวง ช้างศึกผู้สร้างเกียรติประวัติสูงสุดให้แก่ช้างไทย ในฐานะช้างคู่พระบารมีแห่งสมเด็จพระนเรศวรมหาราช เมื่อครั้งสงครามยุทธหัตถี ชื่อของเขาคือ “เจ้าพระยาปราบหงสาวดี” หรืออีกนามหนึ่งว่า “ก้านกล้วย”

นี่คือเรื่องราวการเติบโตของช้างเชือกหนึ่ง จากลูกช้างซุกซนใช้ชีวิตอิสระอยู่ท่ามกลางป่าลึก แต่แล้วด้วยความอยากรู้เรื่องของพ่อที่หายไปได้นำเขาออกเดินทางสู่การผจญภัยครั้งยิ่งใหญ่ผ่านหลากหลายเหตุการณ์ซึ่งให้บทเรียนใหม่ๆ เปลี่ยนให้เขากลายเป็นช้างที่กล้าแกร่งเต็มไปด้วยพละกำลัง ในขณะที่จิตใจกลับอ่อนโยน

บรรดาตัวละครต่างๆ ที่เขาได้พบระหว่างการเดินทาง อาทิเช่น “จิ๊ดริด” นกพิราบสื่อสารขี้โม้, “ชบาแก้ว” ช้างสาวผู้น่ารักและแสนงอน, “ติ่งรูและรถถัง” ช้างรุ่นพี่และรุ่นอาซึ่งเขาได้พบในหมู่บ้าน, “บุญเรือง” ช้างศึกแห่งเมืองหลวง และที่สำคัญ “แสงดา” แม่ซึ่งก้านกล้วยจากมา ล้วนเป็นส่วนที่เข้ามาเติมเต็มสร้างสีสันและความสนุกสนาน พร้อมกันนั้นก็ให้บทเรียนต่างๆ ซึ่งเป็นเสมือนการเตรียมความพร้อมให้เขาก้าวสู่การเป็นช้างศึกเชือกสำคัญในประวัติศาสตร์

นอกจากนี้การใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับมนุษย์และการได้พบกับผู้คนต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น “สมเด็จพระนเรศวรฯ” มหาราชผู้เกรียงไกรของชาติไทย, “ลุงมะหูด” หัวหน้าครูฝึกช้าง, “มังคุด” เด็กมนุษย์ตัวน้อยผู้บริสุทธิ์สดใส ฯลฯ ยังทำให้ก้านกล้วยได้เรียนรู้ถึงมิตรภาพระหว่างคนและช้างอันนำไปสู่การเสียสละตัวเอง โดยเดินหน้าเข้าสู่สงครามอย่างนักรบผู้กล้า เช่นเดียวกับที่พ่อของเขาเคยทำมาเมื่อครั้งอดีตสุดท้าย ขณะอยู่ท่ามกลางสมรภูมิรบ และต้องเผชิญหน้ากับศัตรูผู้น่าเกรงขามเขาก็ได้รับบทเรียนครั้งสำคัญที่สุด นั่นก็คือการเอาชนะความกลัวในจิตใจตัวเอง

เมื่อมีชัยเหนือตัวเองก็ไม่มีสิ่งใดในโลกที่จะทำให้เขาพรั่นพรึงได้อีกต่อไป และจุดนี้เองที่ทำให้เขากลายเป็นช้างผู้ยิ่งใหญ่อย่างแท้จริง แม้จุดหมายแรกคือการตามหาพ่อ แต่ในที่สุดก้านกล้วยกลับได้พบสิ่งที่มีความหมายยิ่งกว่า นั่นก็คือมิตรภาพ ความกล้าหาญ และความเสียสละซึ่งอยู่ในตัวเขาเอง เป็นจิตวิญญาณของพ่อที่อยู่กับเขามายาวนาน และนี่คือบทสรุปที่ล้ำค่ายิ่งสำหรับการเดินทางของเขาในครั้งนี้…

 

รีวิวหนังเรื่อง หลวงพี่เท่ง

หลวงพี่เท่ง

เนื้อเรื่องย่อ

หลวงพี่เท่ง พระหนุ่มเจ้าปัญญา ที่ย้ายมาจำวัดโทรม ๆ ในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ขณะที่ชาวบ้านเสื่อมศรัทธาในศาสนาและหลงงมงายในความเชื่อทรงเจ้าเข้าผีที่อาศรมของท่านเพิ่มเป็นที่พึ่งทางใจ และการขอฝนในฤดูที่แห้งแล้งหลวงพี่เท่งจึงตั้งปณิธานกับใจตนที่จะพัฒนาจิตใจของชาวบ้านไปในทางที่ถูกต้องโดยมีสองลูกศิษย์สุดเพี้ยนคอยช่วยเหลือ มัคฑายค ชายวัยกลางคน ที่อยู่กับวัดมาตั้งแต่เด็ก แต่กลับกลัวผีขึ้นสมอง เจ้าเพี้ยนเด็กหนุ่มหน้าตาดีท่าทางเพี้ยนหลงรักพะเนียงสาวเจ้าสุดหัวใจ มักแอบมองพะเนียงเวลาทรงเจ้าเป็นประจำถึงแม้ว่าทุกครั้งที่แอบมองพะเนียงเพี้ยนจะถูกทำร้ายกลับมาทุกที อาศรมของท่านเพิ่มเป็นอาศรมที่เปิดขึ้นเพื่อเอาเงินโดยวิธีทรงเจ้า โดยให้พะเนียงลูกสาวคนสวยทำหน้าที่เป็นคนเจ้าเข้าทรงพร้อมทั้ง พี่หมึก ลูกน้องตัวแสบ ที่ร่วมขบวนการหลอกเงินชาวบ้าน เมื่อหลวงพี่เท่งเข้ามาสร้างความเชื่อที่ถูกต้องชาวบ้านเริ่มศรัทธาอาศรมน้อยลง ท่านเพิ่มมีอคติและเป็นไม้เบื่อไม้เมากับหลวงพี่เท่งจึงพยายามกำจัดหลวงพี่เท่ง โดยร่วมมือกับนักพัฒนาตุ๋ย ว่าที่ผู้สมัครอบต .ชายสองหน้าใช้ท่านเพิ่มเป็นหัวคะแนนในการหาเสียงแลกกับความร่วมมือในการกำจัดหลวงพี่เท่ง โดยการปล่อยข่าวและส่งสมุนไปทำร้ายคนที่เชื่อพระมากกว่าเจ้าพ่อในอาศรม